อัตตา อำนาจ และการเมือง : จาก Osho สู่เต๋า
หากมองการเมืองผ่านสายตาของ Osho และ Laozi เราอาจพบภาพที่น่าสนใจว่า เหตุใดมนุษย์บางคนจึงมิได้เพียงต้องการมีส่วนร่วมในสังคม แต่กลับต้องการก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สามารถกำหนดทิศทางของผู้อื่นได้ ความทะเยอทะยานทางการเมืองในมุมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุดมการณ์หรือความปรารถนาที่จะรับใช้สาธารณะเท่านั้น หากยังอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของ “ตัวตน” หรือ อัตตา (ego) ซึ่งต้องการการยืนยันว่า “ฉันมีความสำคัญ” และยิ่งตำแหน่งสูงขึ้นเท่าใด พื้นที่ที่ใช้ยืนยันตัวตนก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น
Osho มักวิพากษ์การเมืองผ่านแนวคิดเรื่อง อำนาจ (power) และความปรารถนาที่จะควบคุมผู้อื่น โดยเห็นว่าการเมืองสามารถกลายเป็นพื้นที่ซึ่ง ego แสวงหาการยอมรับได้อย่างเข้มข้น เพราะตำแหน่งทางการเมืองมิได้ให้เพียงอำนาจในการตัดสินใจ แต่ยังมอบ “ภาพสะท้อนของตัวตน” ให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งด้วย เมื่อคนคนหนึ่งกลายเป็นผู้นำ เขาไม่ได้เป็นเพียงบุคคลธรรมดาอีกต่อไป แต่ถูกห่อหุ้มด้วยตำแหน่ง ชื่อเสียง ผู้ติดตาม และสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความรู้สึกว่า “ฉันสำคัญ” จึงสามารถขยายตัวจากระดับปัจเจกไปสู่ระดับสาธารณะ (Osho, Politics: Bring Out the Beast in You; Osho, Priests and Politicians: The Mafia of the Soul)
ตรงนี้เองที่ทำให้ความทะเยอทะยานทางการเมืองมีความย้อนแย้งอยู่ภายใน เพราะในด้านหนึ่งมนุษย์อาจกล่าวว่า “ฉันต้องการรับใช้ประชาชน” แต่ในอีกด้านหนึ่ง ego อาจกำลังพูดอย่างเงียบ ๆ ว่า “ฉันต้องการให้ประชาชนเห็นว่าฉันเป็นคนสำคัญ” ทั้งสองสิ่งนี้สามารถอยู่ในคนคนเดียวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นความขัดแย้งที่เจ้าตัวตระหนักรู้เสมอไป
เมื่ออำนาจเพิ่มขึ้น ego ก็มีโอกาสสร้างตัวตนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก “ฉัน” กลายเป็น “ฉันในฐานะผู้นำ” จากนั้นกลายเป็น “ฉันในฐานะผู้แทนประชาชน” และในขั้นสุดท้ายอาจกลายเป็น “ฉันคือผู้ที่รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับประชาชน” จุดเปลี่ยนที่สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การมีอำนาจ แต่อยู่ที่ช่วงเวลาที่บุคคลเริ่ม เอาตัวตนของตนเองไปผูกเข้ากับอำนาจนั้น
ตรงกันข้ามอย่างยิ่งกับปรัชญาของ Laozi (老子) ผู้ซึ่งเสนอภาพของผู้นำที่แทบจะตรงข้ามกับความทะเยอทะยานแบบ ego-driven ใน Tao Te Ching (道德經) บทที่ 17 ปรากฏข้อความว่า
太上,下知有之
(tài shàng, xià zhī yǒu zhī — ผู้นำระดับสูงสุดคือผู้ที่ประชาชนเพียงรู้ว่ามีเขาอยู่)
ความหมายของประโยคนี้ลึกกว่าการบอกว่า “ผู้นำควรทำงานเงียบ ๆ” เพราะมันเสนอการกลับด้านของความสัมพันธ์ระหว่าง อำนาจกับตัวตน ผู้นำที่สมบูรณ์แบบในสายตาของ Laozi ไม่จำเป็นต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตนเอง ตรงกันข้าม ความสำเร็จของเขาคือการทำให้ระบบดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติจนประชาชนแทบไม่รู้สึกว่ามีใครกำลังควบคุมพวกเขาอยู่ (《道德經》, บทที่ 17)
หลักการนี้สัมพันธ์กับคำสำคัญของเต๋าคือ 無為 (wúwéi) ซึ่งมักแปลว่า “ไม่กระทำ” แต่ในทางปรัชญาไม่ได้หมายถึงการไม่ทำอะไรเลย หากหมายถึงการ ไม่ฝืนธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช้อำนาจเกินกว่าความจำเป็น และไม่ทำให้เจตจำนงส่วนตัวของผู้ปกครองกลายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง
Laozi เขียนต่อว่า
功成事遂,百姓皆謂我自然
(gōng chéng shì suì, bǎixìng jiē wèi wǒ zìrán — เมื่อกิจสำเร็จลุล่วง ประชาชนต่างกล่าวว่า “พวกเราทำได้โดยธรรมชาติ”) (《道德經》, บทที่ 17)
นี่อาจเป็นหนึ่งในภาพของผู้นำที่ตรงกันข้ามกับ ego มากที่สุด เพราะผู้นำไม่ได้เรียกร้องเครดิตกลับคืนมาสู่ตนเอง เขาไม่ได้ต้องการให้ประชาชนกล่าวว่า “เขาทำให้เราสำเร็จ” แต่ปล่อยให้ประชาชนรู้สึกว่า “เราทำมันได้ด้วยตัวเอง”
ในความหมายนี้ เต๋าจึงมิได้ถามว่า “ผู้นำสามารถทำอะไรได้มากที่สุด” แต่ถามว่า “ผู้นำสามารถทำให้น้อยที่สุด โดยที่ทุกสิ่งยังดำเนินไปได้อย่างดีเพียงใด”
นี่คือจุดที่แนวคิดของ Laozi และการวิพากษ์ ego ของ Osho สามารถนำมาสนทนากันได้อย่างน่าสนใจ แม้ทั้งสองจะมาจากบริบททางความคิดที่แตกต่างกันก็ตาม Osho สนใจการสลายตัวของ ego ในระดับจิตสำนึก ขณะที่ Laozi สนใจการดำรงอยู่ที่ไม่ฝืนธรรมชาติ แต่ทั้งสองสามารถพบกันตรงจุดหนึ่ง คือ ความไม่จำเป็นต้องทำให้ “ตัวฉัน” กลายเป็นศูนย์กลางของโลก
คนที่มี ego สูงอาจต้องการให้โลกเปลี่ยนเพราะตนเองต้องการเห็นร่องรอยของตนอยู่ในโลก เขาต้องการสร้างสิ่งที่สามารถพูดได้ว่า “นี่คือผลงานของฉัน” ขณะที่จิตแบบเต๋ากลับยอมให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อของตนติดอยู่กับมัน
ดังนั้นความแตกต่างที่สำคัญจึงอาจไม่ใช่ระหว่าง “คนที่ต้องการอำนาจ” กับ “คนที่ไม่ต้องการอำนาจ” แต่เป็นระหว่างคนที่ใช้อำนาจเพื่อขยายตัวตน กับคนที่ใช้อำนาจโดยไม่จำเป็นต้องขยายตัวตนของตนเอง
ในภาษาของเต๋า สิ่งนี้อาจสรุปผ่านแนวคิด 上善若水 (shàng shàn ruò shuǐ) — “คุณธรรมสูงสุดเปรียบดังน้ำ” (《道德經》, บทที่ 8.) น้ำไม่จำเป็นต้องประกาศความยิ่งใหญ่ของตนเอง มันไหลลงสู่ที่ต่ำ หล่อเลี้ยงสิ่งต่าง ๆ และดำรงอยู่โดยไม่แย่งชิงตำแหน่งกับสิ่งใด
นี่จึงเกิดเป็นภาพทางการเมืองที่งดงามอย่างหนึ่งว่า ยิ่ง ego ต้องการให้ตนเองสูงเท่าใด ก็ยิ่งต้องการให้ผู้อื่นมองเห็นตนมากขึ้นเท่านั้น แต่ยิ่งจิตสำนึกหลุดพ้นจากความจำเป็นที่จะต้องยืนยันตัวเองมากเท่าใด การกระทำก็ยิ่งสามารถกลับไปอยู่เบื้องหลังได้มากขึ้นเท่านั้น
และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ Laozi กล่าวถึงผู้นำที่ดีที่สุดว่า ประชาชนแทบไม่รู้ว่าเขามีอยู่
太上,下知有之
เพราะในระดับสูงสุดของการปกครอง ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประชาชนพูดว่า
“ผู้นำของเรายิ่งใหญ่เพียงใด”
แต่อยู่ที่วันที่ประชาชนสามารถหันกลับไปมองชีวิตของตนเอง แล้วพูดว่า
“เราสามารถดำเนินชีวิตของเราได้เอง”
ในจุดนั้น อำนาจยังคงอยู่ แต่ อัตตาที่ต้องการครอบครองอำนาจกลับจางหายไป และนี่คือความแตกต่างระหว่างการเมืองที่ทำให้ “ตัวบุคคล” ใหญ่ขึ้น กับการปกครองที่ทำให้ “ชีวิตของผู้คน” สามารถเติบโตขึ้นได้โดยไม่ต้องมีตัวผู้นำเป็นศูนย์กลาง.
#Siamstr #nostr #philosophy